SMAS คืออะไร? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจเลือกทำหัตถการ

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นแก้มที่เริ่มห้อยย้อย ร่องแก้มที่ลึกขึ้น หรือกรอบหน้าที่ไม่ชัดเจนเหมือนเก่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากผิวชั้นนอกเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างผิวชั้นลึกที่เรียกว่า "ชั้น SMAS" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในวงการความงามและการศัลยกรรมยกกระชับ
บทความนี้ ALINE Clinic จะพาไปทำความเข้าใจว่าชั้น SMAS คืออะไร และทำไมการยกกระชับผิวให้ลงลึกถึงชั้นนี้ถึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างและดูอ่อนเยาว์ได้อย่างยาวนานขึ้น
ชั้น SMAS คืออะไร?
ชั้น SMAS คือเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้า ย่อมาจากคำว่า Superficial MusculoAponeurotic System โดยตำแหน่งของชั้นผิวนี้จะอยู่ใต้ชั้นไขมันและอยู่เหนือชั้นกล้ามเนื้อ หากเปรียบเทียบโครงสร้างใบหน้าเป็นบ้าน ชั้น SMAS ก็เปรียบเสมือนฐานรากหรือโครงเหล็กของบ้านที่คอยยึดโครงสร้างทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน ลักษณะของมันจะเป็นแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ แต่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง กระจายตัวอยู่ทั่วใบหน้า ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการทำศัลยกรรมเพื่อดึงหน้าให้ตึงกระชับนั่นเอง
ชั้น SMAS ทำหน้าที่อะไร?
หน้าที่หลักของชั้น SMAS คือ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คอยรองรับและยึดเหนี่ยวชั้นผิวหนังและชั้นไขมันส่วนบนไว้กับกล้ามเนื้อด้านล่าง ช่วยควบคุมความเคลื่อนไหวของการแสดงออกทางสีหน้า และที่สำคัญที่สุดคือเป็นตัวกำหนดความตึงกระชับของใบหน้า เมื่อเรายังอายุน้อย ชั้น SMAS จะมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นดี ทำให้ผิวดูเต่งตึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นนี้จะเริ่มเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้ฐานรากของผิวอ่อนแอและเกิดการหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลก
ทำไมต้องยกกระชับผิวถึงชั้น SMAS?

การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยในปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ทำไมแพทย์จึงเน้นย้ำเรื่องการยกกระชับถึงชั้น SMAS?
- แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ : เนื่องจากชั้น SMAS เป็นฐานรองรับผิวชั้นบน หากเราดึงแค่ผิวหนังกำพร้าหรือหนังแท้ แต่ฐานชั้นล่างยังหย่อนคล้อยอยู่ ไม่นานผิวก็จะกลับมาห้อยย้อยเหมือนเดิม
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ : การยกกระชับจากชั้นลึกจะช่วยให้เนื้อเยื่อทั้งหมดถูกดึงขึ้นไปพร้อมกัน ทำให้ใบหน้าดูตึงกระชับแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ดูหลอกตาหรือเหมือนผิวถูกดึงจนเกินไป
- คงความอ่อนเยาว์ได้นานกว่า : การกระตุ้นหรือปรับโครงสร้างในชั้น SMAS จะให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าการทำทรีตเมนต์เฉพาะผิวชั้นตื้น
- ผิวแน่นและแข็งแรงขึ้น : การส่งพลังงานลงถึงชั้นนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในแนวนอน ทำให้โครงสร้างผิวมีความหนาแน่นและแข็งแรงขึ้นจากภายใน
สัญญาณเตือนเมื่อชั้น SMAS เสื่อมสภาพ หน้าหย่อนคล้อย ดูแก่กว่าวัย และดูเพลียตลอดเวลา
ชั้น SMAS คือตัวแปรหลักของความกระชับ เมื่อมันเริ่มหย่อนยานจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของใบหน้าอย่างชัดเจน เช่น แก้มเริ่มห้อยลงมาปิดกรอบหน้า ร่องแก้มลึกขึ้น ร่องมุมปากเด่นชัด และผิวใต้คางเริ่มย้อยจนเห็นเป็นเหนียง ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักทำให้ภาพรวมใบหน้าดูเหนื่อยล้า ดูง่วงนอน หรือดูแก่กว่าอายุจริง
"คนไข้หลายท่านมาปรึกษาด้วยปัญหาหน้าดูโทรม แม้จะพักผ่อนเพียงพอ ซึ่งจริง ๆ แล้วเกิดจากความหย่อนคล้อยของชั้น SMAS ที่ทำให้เนื้อเยื่อบนใบหน้าเคลื่อนตัวลงต่ำ การรักษาที่แม่นยำที่ชั้น SMAS จะช่วย 'Reset' โครงสร้างหน้าให้กลับมายกกระชับและดูสดใสขึ้นได้ชัดเจนครับ" — คุณหมอภูวิช ALINE Clinic
นวัตกรรมและเทคนิคการแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยถึงชั้น SMAS

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถส่งพลังงานหรือจัดการกับชั้น SMAS ได้โดยตรง ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ดังนี้
1. การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift)
การผ่าตัดดึงหน้า หรือ Facelift คือวิธีมาตรฐานดั้งเดิมและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด โดยศัลยแพทย์จะทำการ ผ่าตัดดึงหน้า เพื่อเลาะชั้นผิวหนังไปจนถึงชั้น SMAS จากนั้นจะทำการเลาะ ตัดแต่ง และเย็บชั้น SMAS ให้ตึงขึ้น
การรักษาด้วยวิธีนี้ที่ ALINE Clinic จะเน้นความประณีตเพื่อลดโอกาสเกิดแผลดึงหน้า และเพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ แต่หลายคนมักถามว่าการดึงหน้าอยู่ได้กี่ปี คำตอบคือขึ้นอยู่กับเทคนิคและการดูแลตัวเอง แต่โดยทั่วไปสามารถอยู่ได้นานถึง 5-10 ปีเลยทีเดียว
2. Ulthera (อัลเทอร่า)
Ulthera นวัตกรรมยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน Ulthera ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Focused Ultrasound) ยิงลงลึกถึง 4.5 mm. ซึ่งเป็นระดับความลึกของชั้น SMAS โดยเฉพาะ จุดเด่นคือมีหน้าจอ Real-time Visualization ทำให้แพทย์เห็นชั้นผิวขณะทำ ช่วยให้ส่งพลังงานได้แม่นยำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวค่อย ๆ ยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
3. Hifu Ultraformer III
Hifu Ultraformer III เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลักการ Micro & Macro Focused Ultrasound เช่นกัน แต่จะส่งพลังงานในรูปแบบที่กระจายตัวได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นมีปัญหาความหย่อนคล้อย หรือต้องการปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น โดยสามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อช่วยให้ผิวหดตัวและกระชับขึ้นได้โดยไม่ต้องพักฟื้น
สรุปบทความ ชั้น SMAS คืออะไร
การเข้าใจว่าชั้น SMAS คืออะไร จะช่วยให้คุณสามารถเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด เพราะความสวยต้องเริ่มจากการมีโครงสร้างผิวที่แข็งแรง หากคุณกำลังประสบปัญหาหน้าหย่อนคล้อยหรือต้องการปรึกษาเรื่องการยกกระชับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสูงหรือการผ่าตัดดึงหน้า ที่ ALINE Clinic เรามีทีมแพทย์ชำนาญการพร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับโครงหน้าของแต่ละบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงาม ปลอดภัย และดูอ่อนเยาว์สำหรับคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMAS
1. ทำ Ulthera เจ็บไหมถ้าต้องการยกถึงชั้น SMAS?
ความรู้สึกขณะทำจะมีความรู้สึกอุ่น ๆ และจี๊ด ๆ ใต้ชั้นผิว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังงานกำลังลงลึกไปถึงชั้น SMAS อย่างไรก็ตาม ก่อนทำจะมีการแปะยาชาเพื่อช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้นระหว่างทำหัตถการ
2. อายุเท่าไหร่ถึงควรเริ่มกังวลเรื่องชั้น SMAS?
โดยปกติคอลลาเจนจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่ปัญหาในชั้น SMAS จะเริ่มเห็นชัดในช่วงอายุ 30-35 ปีขึ้นไป การเริ่มทำหัตถการยกกระชับตั้งแต่อายุยังไม่มากจะช่วยรักษาโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและชะลอการหย่อนคล้อยในอนาคตได้ดีกว่า
3. นอกจากใบหน้าแล้ว เราสามารถยกกระชับผิวชั้น SMAS ในบริเวณอื่นได้ด้วยหรือไม่?
สามารถทำได้ครับ แม้ชั้น SMAS จะเด่นชัดที่สุดบนใบหน้า แต่โครงสร้างพังผืดที่เชื่อมต่อกันนี้ยังครอบคลุมไปถึงบริเวณลำคอ (Platysma) ดังนั้นการทำหัตถการยกกระชับถึงชั้น SMAS จึงนิยมทำควบคู่ไปกับบริเวณลำคอเพื่อเก็บเหนียงและกระชับผิวที่ย้อยใต้คาง



